Course Toefl IELTS SAT BMAT


Course IELTS
   ทำไมต้องเรียน IELTS ที่ Bright Up Center? 

       ที่ Bright Up Center By P'Jeng เราเชี่ยวชาญการสอนและด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ทำให้เราเข้าใจน้องๆ เกี่ยวกับปัญหาด้านต่างๆที่ส่วนใหญ่น้องๆจะพบเจอในการสอบ IELTS เราจึงมุ่งเน้นในการคิดวิเคราะห์เทคนิคต่างๆ เพื่อให้น้องๆทุกคนได้ผลลัพท์ออกมาดีเริ่ด โดยน้องๆทุกคนที่มาเรียนที่ Bright Up Center By P'Jeng สามารถสอบ IELTS ผ่านได้ตั้งแต่ครั้งแรกและได้คะแนนสูงมาก  สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยในฝันได้สูงถึง 99% ทุกคน ทุกรอบ ทุกเทอม

         น้องๆ ไม่ต้องกังวลว่าจะเรียนภาคสามัญ(ภาคไทย) หรือไม่เคยเรียนต่างประเทศมาแล้วจะสอบไม่ได้

ไม่ว่าน้องๆ จะมีพื้นฐานเป็นเช่นไร ที่ Bright Up Center เราสามารถช่วยให้น้องๆสอบเข้าโรงเรียนและมหาลัยในฝันได้อย่างแน่นอนค่ะ

IELTS คืออะไร ?

         ชื่อย่อของระบบการวัดผลภาษาอังกฤษนานาชาติ (International English Language Testing System)ได้รับการออกแบบเพื่อใช้ประเมินความสามารถด้านภาษาของผู้สมัครสอบที่ต้องการเรียนหรือทำงานในสถานที่ที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร การสอบ IELTSใช้ประเมินความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้สมัคร สอบอย่างมีประสิทธิภาพใน 4 ทักษะได้แก่ การฟัง การอ่าน การเขียน และ การพูด รวมถึงความรู้ทางด้านไวยากรณและคำศัพท์ในการใช้ภาษา การสอบ IELTS ถือได้ว่าเป็นตัวสอบที่ใช้ประเมินความสามารถทางภาษาอังกฤษที่ได้มาตรฐานระดับนานาชาติสูงสุด ซึ่งครอบคลุมทักษะทางภาษาทั้ง 4 ทักษะไม่ว่าจะเป็น การฟัง การอ่าน การเขียน และการพูด IELTS ได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยและบริษัทต่างๆในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร และ สหรัฐอเมริกา รวมทั้งมหาวิทยาลัยภาคอินเตอร์(นานาชาติ) ชั้นนำของไทยอาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ธรรมศาสตร์อินเตอร์, มหิดลอินเตอร์, เกษตรศาสตร์, ศิลปากร ฯลฯ
 

การสอบและรายละเอียดข้อสอบ IELTS 

ข้อสอบแบ่งออกเป็น 2 ชุด ตามจุดประสงค์ที่จะนำไปใช้ ข้อสอบ 2 ชุดดังกล่าว คือ

  1. Academic Module สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา หรือ สูงกว่า ในทุก ๆ สาขา
  2. General Training Module สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับที่ต่ำกว่าปริญญาตรี ระดับ มัธยมศึกษา หลักสูตรระยะสั้น และหลักสูตรฝึกอบรม และวิชาชีพต่าง ๆ

ผู้สมัครควรจะต้องสอบถามโดยตรงกับทางสถาบันที่จะไปเรียนว่าจะรับผลสอบจากข้อสอบชุดไหน

การทดสอบ IELTS แบ่งออกเป็นสองช่วง ช่วงเช้าสอบข้อเขียน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ทดสอบการฟัง 30 นาที การอ่าน 1 ชั่วโมง การเขียน 1 ชั่วโมง ช่วงบ่าย สอบสัมภาษณ์การพูดรายบุคคล ใช้เวลา คนละ ประมาณ 15 นาที

รายละเอียดสำหรับการสอบในทักษะต่างๆ เป็นดังนี้

Listening

        การสอบฟังนั้น IELTS ใช้เวลา 30 นาที โดยมีคำถามทั้งหมด 40ข้อ และมีด้วยกัน 4 ส่วน 

Reading: Academic Reading

 
        มีคำถามทั้งสิ้น40คำถามให้ทำในเวลา 60 นาทีโดยจะมีเรื่องสั้นๆให้อ่าน 3 เรื่องด้วยกันความยาวโดยรวมประมาณสองพันถึง 2,750 คำ

Reading: General Training

      เนื้อหาในการอ่านนั้นจะนำมาจากประกาศ โฆษณา หนังสือราชการ คู่มือ แผ่นพับ หนังสือพิมพ์ ตารางเวลา หนังสือ หรือ นิตยสาร

Writing: Academic Writing

        มีเวลาในการเขียนหกสิบนาที และมีสองหัวข้อที่ต้องทำ

 Writing: General Training 

     ในส่วนแรกจะได้ คำถามที่มีลักษณะเป็นจดหมายที่เขียนขอข้อมูล หรือ อธิบายสถานการณ์ และให้ เราเขียนตอบ ทั้งนี้เพื่อวัดความสามารถในการสื่อสารโต้ตอบในส่วนที่สองนั้นผู้สอบ " IELTS" ต้องแสดงทัศนะ หรือ ไม่ก็ให้ อภิปรายโต้แย้ง 

Speaking
     การสอบพูด จะเป็นการสัมภาษณ์ระหว่างผู้เข้าสอบและเจ้าหน้าที่เป็นการทดสอบความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร การสัมภาษณ์จะมีการบันทึกไว้ด้วยเทปบันทึกเสียง การสอบสัมภาษณ์IELTS นั้นจะแบ่งออกเป็นสามส่วนด้วยกัน

ผลการสอบ IELTS และความหมายของคะแนน

   ผลคะแนนแบ่งออกเป็น 9 ระดับ ตั้งแต่ผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้เลย จนถึงระดับผู้มีความสามารถทางภาษาที่ดีเลิศโดยทั่วไปมหาวิทยาลัยจะรับผลการสอบ IELTS ที่มีคะแนนรวม 6 หรือ 6.5 ในการเข้าศึกษาต่อ อย่างไรก็ตามผู้สอบควรตรวจสอบระดับผลคะแนนที่เป็นที่ต้องการกับทางสถาบันการศึกษาที่ได้สมัครไว้ด้วย


Course TOEFL   
TOEFL  ย่อมาจากคำว่า  Test Of English Foreign Language  ได้เปลี่ยนแปลงไป ทั้งรูปแบบการสอบ การคิดคะแนน และวิธีการสอบ   การสอบ TOEFL เป็นการสอบวัดความรู้ความสามารถทางภาษาอังกฤษสำหรับคนต่างชาติที่ไม่ได้มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่อย่างคนไทย เพื่อนำผลคะแนนไปยื่นกับสถาบันการศึกษาที่หมายตาเอาไว้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในคุณสมบัติที่ใช้สมัครเรียนระดับต่างๆ  ผลคะแนน TOEFL นั้น ไม่เฉพาะใช้สมัครเรียนในสถาบันการศึกษาที่เป็นระบบอเมริกันเท่านั้น ปัจจุบันประเทศต่างๆ กว่า 110 ประเทศ และสถาบันการศึกษากว่า 6,000 แห่งทั่วโลก ยอมรับผลคะแนน TOEFL  

     การสอบ TOEFL ในอดีตประกอบด้วย 2 แบบ คือ สอบแบบที่ใช้กระดาษในการทำข้อสอบ (Paper-based Testing : PBT) และการสอบที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำข้อสอบ (Computer-based Testing : CBT) กระทั่งปี 2005 ได้เปลี่ยนแปลงการสอบให้สอบผ่านอินเตอร์เน็ต (Internet-based Testing : iBT) โดยเลิกใช้การสอบทั้ง 2 แบบไปเรื่อยๆ จนกว่าการสอบผ่านอินเตอร์เน็ตจะแพร่หลายมากขึ้น และยกเลิกไปในที่สุด  ในประเทศไทยมีการสอบ iBT แล้วในกรุงเทพฯ ลาดกระบัง หาดใหญ่ นครปฐม ส่วนที่อื่นๆ ยังใช้ระบบ PBT อยู่ คาดว่าจะเปลี่ยนไปใช้ระบบอินเตอร์เน็ตในการสอบทั้งหมดภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า 

สำหรับการสอบ TOEFL iBT จะใช้เวลาสอบประมาณ 4 ชั่วโมง โดยเน้นการวัดความรู้ทางภาษาอังกฤษในเชิงวิชาการ เพื่อใช้ความรู้ทางภาษาไปใช้ในการศึกษาต่อในระดับสูง โดยแบ่งเนื้อหาเป็น 4 ทักษะ ดังนี้
 
1.Reading เป็นทักษะที่ใช้วัดความเข้าใจของการอ่านในเชิงวิชาการของผู้สอบ โดยผู้สอบต้องตอบคภพามจากบทความ 3 บทความ ในแต่ละบทจะต้องตอบคำถาม 12-15 ข้อ ส่วนนี้ต้องทำข้อสอบรวมประมาณ 39-40 ข้อ
 
2.Listening เป็นทักษะที่ใช้วัดความเข้าใจในการฟังภาษาอังกฤษ ผู้สอบต้องฟังบทสนทนาในประเด็นทั่วไป 2 เรื่อง และสถานการณ์จำลองในห้องเรียน 4 เรื่อง ต้องตอบคำถามจากสิ่งที่ได้ยินแต่ละบทสนทนา และเรื่องที่ได้ฟัง โดยส่วนนี้ต้องทำข้อสอบ 34-35 ข้อ
 
3.Speaking เป็นทักษะที่ใช้วัดความเข้าใจในการพูดภาษาอังกฤษเนื้อหาเชิงวิชาการ ผู้สอบต้องตอบคำถามด้วยการพูด รวม 6 ข้อ หลังจากอ่านบทความ และการฟังบรรยายในแต่ละประเด็น โดยแบ่งประเภทของคำถาม ดังนี้
คำถามที่ 1 และ 2 เป็นเรื่องราวที่ผู้สอบคุ้นเคย อาจเป็นประสบการณ์ หรือทัศนะส่วนตัว มีเวลาในการเตรียมตอบคำถาม 15 วินาที และมีเวลาตอบคำถาม 45 วินาทีตในแต่ละข้อ
คำถามที่ 3 และ 4 ผู้สอบจะได้อ่านข้อความสั้นๆ ในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง จากนั้นจะได้ฟังบทสนทนา หรือการบรรยายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบทความนั้นนั้น ผู้สอบต้องตอบคำถามจากสิ่งที่ได้อ่าน และฟัง โดยวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มา และตอบคำถามที่เหมาะสม มีเวลาเตรียมตอบคำถาม 30 วินาที และตอบคำถาม 60 วินาทีในแต่ละข้อ
 คำถามที่ 5 และ 6 ผู้สอบจะได้ฟังบทสนทนาเพื่อการวิเคราะห์ในเชิงวิชาการ หรือฟังบรรยายทางวิชาการ ผู้สอบต้องตอบคำถามจากสิ่งที่อ่าน และฟัง โดยการวิเคราะห์ สรุปข้อมูลที่ได้มา และตอบคำถามที่เหมาะสม มีเวลาเตรียมตัวตอบคำถาม 20 วินาที และมีเวลาตอบคำถาม 60 วินาทีในแต่ละข้อ
 
4.Writing เป็นทักษะที่ใช้วัดความเข้าใจในการเขียนในเชิงวิชาการ โดยผู้สอบต้องแสดงความสามารถในการใช้ภาษา และการคิดวิเคราะห์ การพัฒนาความคิดในประเด็นที่ได้อ่านจากข้อสอบ 2 ข้อ
คำถามที่ 1 ผู้สอบจะได้อ่านบทความทางวิชาการในเวลาประมาณ 3 นาที และฟังการบรรยายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ได้อ่าน จากนั้นผู้สอบต้องสรุปบรรยาย หรือแสดงทรรศนะจากสิ่งที่ได้อ่าน และฟัง โดยต้องเขียน 150-220 คำ ในเวลา 20 นาที
คำถามที่ 2 ผู้สอบจะได้อ่านประโยคสั้นๆ และตอบคำถามโดยการบรรยาย หรือแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลจากสิ่งที่ได้อ่าน โดยต้องเขียนอย่างน้อย 300 คำ ในเวลา 30 นาที

     สำหรับการสอบ TOEFL iBT จะใช้เวลาสอบประมาณ 4 ชั่วโมง โดยเน้นการวัดความรู้ทางภาษาอังกฤษในเชิงวิชาการ เพื่อใช้ความรู้ทางภาษาไปใช้ในการศึกษาต่อในระดับสูง

โดยแบ่งเนื้อหาเป็น 4 ทักษะ ดังนี้

1. Reading

เป็นทักษะที่ใช้วัดความเข้าใจของการอ่านในเชิงวิชาการของผู้สอบ โดยผู้สอบต้องตอบคำถามจากบทความ 3 บทความ ในแต่ละบทจะต้องตอบคำถาม 12-15 ข้อ ส่วนนี้ต้องทำข้อสอบรวมประมาณ 39-40 ข้อ

 2. Listening

  เป็นทักษะที่ใช้วัดความเข้าใจในการฟังภาษาอังกฤษ ผู้สอบต้องฟังบทสนทนาในประเด็นทั่วไป 2 เรื่อง และสถานการณ์จำลองในห้องเรียน 4 เรื่อง ต้องตอบคำถามจากสิ่งที่ได้ยินแต่ละบทสนทนา และเรื่องที่ได้ฟัง โดยส่วนนี้ต้องทำข้อสอบ 34-35 ข้อ

 3. Speaking

เป็นทักษะที่ใช้วัดความเข้าใจในการพูดภาษาอังกฤษเนื้อหาเชิงวิชาการ ผู้สอบต้องตอบคำถามด้วยการพูด รวม 6 ข้อ หลังจากอ่านบทความ และการฟังบรรยายในแต่ละประเด็น โดยแบ่งประเภทของคำถาม ดังนี้

คำถามที่ 1 และ 2 เป็นเรื่องราวที่ผู้สอบคุ้นเคย อาจเป็นประสบการณ์ หรือทัศนะส่วนตัว มีเวลาในการเตรียมตอบคำถาม 15 วินาที และมีเวลา ตอบคำถาม 45 วินาทีตในแต่ละข้อ

คำถามที่ 3 และ 4 ผู้สอบจะได้อ่านข้อความสั้นๆ ในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง จากนั้นจะได้ฟังบทสนทนา หรือการบรรยายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ บทความนั้นๆ ผู้สอบต้องตอบคำถามจากสิ่งที่ได้อ่าน และฟัง โดยวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มา และตอบคำถามที่เหมาะสม มีเวลาเตรียมตอบคำถาม 30 วินาที และตอบคำถาม 60 วินาทีในแต่ละข้อ

คำถามที่ 5 และ 6 ผู้สอบจะได้ฟังบทสนทนาเพื่อการวิเคราะห์ในเชิงวิชาการ หรือฟังบรรยายทางวิชาการ ผู้สอบต้องตอบคำถามจากสิ่งที่อ่าน และฟัง โดยการวิเคราะห์ สรุปข้อมูลที่ได้มา และตอบคำถามที่เหมาะสม มีเวลาเตรียมตัวตอบคำถาม 20 วินาที และมีเวลาตอบคำถาม 60 วินาทีในแต่ละข้อ 

 4. Writing

เป็นทักษะที่ใช้วัดความเข้าใจในการเขียนในเชิงวิชาการ โดยผู้สอบต้องแสดงความสามารถในการใช้ภาษา และการคิดวิเคราะห์ การพัฒนาความคิดในประเด็นที่ได้อ่านจากข้อสอบ 2 ข้อ

คำถามที่ 1 ผู้สอบจะได้อ่านบทความทางวิชาการในเวลาประมาณ 3 นาที และฟังการบรรยายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ได้อ่าน จากนั้นผู้สอบต้องสรุป บรรยาย หรือแสดงทรรศนะจากสิ่งที่ได้อ่าน และฟัง โดยต้องเขียน 150-220 คำ ในเวลา 20 นาที

คำถามที่ 2 ผู้สอบจะได้อ่านประโยคสั้นๆ และตอบคำถามโดยการบรรยาย หรือแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลจากสิ่งที่ได้อ่าน โดยต้องเขียน อย่างน้อย 300 คำ ในเวลา 30 นาที

 ทำไมต้องเรียน TOEFL ที่ Bright Up Center?

       ที่ Bright Up Center By P'Jeng เราเชี่ยวชาญการสอนและด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ทำให้เราเข้าใจน้องๆ เกี่ยวกับปัญหาด้านต่างๆที่ส่วนใหญ่น้องๆจะพบเจอในการสอบ Toefl เราจึงมุ่งเน้นในการคิดวิเคราะห์เทคนิคต่างๆ เพื่อให้น้องๆทุกคนได้ผลลัพท์ออกมาดีเริ่ด โดยน้องๆทุกคนที่มาเรียนที่ Bright Up Center By P'Jeng สามารถสอบ Toefl ผ่านได้ตั้งแต่ครั้งแรกและได้คะแนนสูงมาก  สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยในฝันได้สูงถึง 99% ทุกคน ทุกรอบ ทุกเทอม



Course SAT           

SAT I คืออะไร

     SAT ย่อมาจาก Scholastic Aptitude Tests หรือ Scholastic Assessment Tests มหาวิทยาลัยจะนำคะแนนสอบ SAT นี้ไปเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษา แต่ละมหาวิทยาลัยก็จะมีเกณฑ์การใช้คะแนนนี้ต่างกันไป ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าใครก็ตามที่อยากสมัครเรียนในหลักสูตรนานาชาติไม่ว่าจะเป็นที่จุฬาลงกรณ์ ธรรมศาสตร์ มหิดล หรือสถาบันอื่นๆ จะต้องสอบ SAT  กันแทบทุกคน วันนี้เราจะมาดูกันว่าข้อสอบที่บางคนเรียก "แซท" หรือบางคนเรียก "เอส เอ ที" นั่นคืออะไรกันแน่ และทำไมหลักสูตรนานาชาติเกือบทุกแห่งถึงพร้อมใจกันรับผลสอบนี้กัน

 

ข้อสอบ SAT I มีเนื้อหาอะไร ? 

     องค์กร College Board ได้ทำการพัฒนาข้อสอบ SAT มาตลอดโดยผลจากการวิจัยสรุปได้ว่านักศึกษามหาวิทยาลัยจะต้องเป็นคนที่มีทักษะการอ่าน การวิเคราะห์ และการเขียนที่ดีจึงจะประสบความสำเร็จในการเรียน องค์กร College Board เชื่อว่าข้อสอบเพียง 2 ส่วนก็สามารถวัดผลได้แล้ว (เวลาสมัครสอบ SAT เราจะได้สอบทั้งหมด) ซึ่งก็คือ Mathematics และ Reading & Writing

 

ต้องทำ SAT I ได้กี่คะแนนถึงจะสอบติด ?

     อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่าคะแนนเต็มของข้อสอบ SAT คือ 800 คะแนนต่อวิชา รวมทั้งหมดจึงเท่ากับ 2,400 คะแนน อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ มักจะไม่พิจารณาผลในส่วนวิชา Writing ดังนั้นคะแนนเต็ม จึงลดลงเหลือ 1,600 คะแนน ซึ่งหากต้องการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยระดับ Top 50 ของสหรัฐอเมริกา มักจะต้องทำคะแนนให้ได้ไม่ต่ำกว่า 1,100 คะแนนขึ้นไป ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่ 5 หลักสูตร ที่ต้องการคะแนนสูงในระดับนี้คือ BBA จุฬาลงกรณ์, BBA ธรรมศาสตร์, BE ธรรมศาสตร และ BACM(Comm Arts) จุฬาลงกรณ์ นอกจากนี้บางหลักสูตรอาจต้องการผลคะแนนในวิชา Mathematics เพียงอย่างเดียว เช่น ISE จุฬาลงกรณ์ (ไม่ต่ำกว่า 600 คะแนน) หรืออาจต้องการผลคะแนนในวิชา Critical Reading เพียงอย่างเดียว เช่น BALAC จุฬาฯ (ไม่ต่ำกว่า 400 คะแนน)

 

คะแนน SAT I ใช้ยื่นสมัครที่ไหนได้บ้าง ?

1. หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2. หลักสูตรเศรษฐศาสตร์บัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

3. หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิศวกรรมยานยนต์ วิศวกรรมนาโน

4. หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

5. หลักสูตรเศรษฐศาสตร์บัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

6. หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

7. หลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เทคโนโลยีการจัดการ เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม วิทยาการคอมพิวเตอร์

8. หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

9. หลักสูตรวิทยาศาสตร์และการบริหารธุรกิจบัญฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

10. หลักสูตรนานาชาติกว่า 10 สาขาวิชา มหาวิทยาลัยมหิดล

11. หลักสูตรสถาปัตยกรรมศาตร์และศิลปบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

12. หลักสูตรนานาชาติทุกสาขาวิชา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และอื่น ๆ อีกหลายหลักสูตร

SAT II คืออะไร

     SAT II เป็น SAT Subject Test ซึ่งจำเป็นในการเรียนระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำต่าง ๆ ของไทยในคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์หลักสูตรนานาชาติในไทยได้หลายแห่ง อาทิ ISE จุฬา BSAC จุฬา , TEP/TEPE ธรรมศาสตร์ เป็นต้น

 

ข้อสอบ SAT II ประกอบด้วยอะไรบ้าง
 
 1. Mathematics (คณิตศาสตร์) ซึ่งจะยากกว่า SAT I
 2. Physics ฟิสิกส์
 3. Chemistry
 4. Biology
โดยในแต่ละวิชามีเวลาในการทำเพียง 60 นาที เท่านั้น และเป็นข้อสอบ Multiple Choice (ข้อสอบปรนัย) 
SAT II มีการจัดสอบ 5 ครั้ง ต่อปี คือ เดือนพฤษภาคม, เดือนมิถุนายน, เดือนตุลาคม, เดือนพฤศจิกายน และ เดือนธันวาคม
 
ต้องได้คะแนน SAT II เท่าไหร่ถึงจะสอบติด
     
     ทุกวิชามีคะแนนเต็ม 800 คะแนน หลักเกณฑ์ของคะแนนนั้นขึ้นอยู่กับคณะที่น้อง ๆต้องการเข้า โดยจะมีหลักเกณฑ์ต่างกัน แต่โดยทั่วไปคะแนนควรจะอยู่ที่ประมาณ 600 คะแนนจะเป็นเกณฑ์ที่คณะส่วนใหญ่ยอมรับ
 

เรียน SAT I -II ที่ Bright Up Center

     ที่ Bright Up Center By P'jeng เราเข้าใจน้อง ๆ เกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ที่น้องๆ เจอในข้อสอบ SAT I-II เราจึงมุ่งเน้นในการพัฒนาทักษะต่าง ๆ ของน้อง ๆ โดยได้ผลลัพธ์ออกมาที่ดีเลิศน้อง ๆ ที่มาเรียนที่ Bright Up Center ทุกคนสอบ SAT I-II ผ่านได้ตั้งแต่รอบแรก และได้คะแนนสูงมากและสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยในฝันได้สูงถึง 99% ทุกคน ทุกรอบ ทุกเทอม

*** น้องๆ ไม่ต้องกังวลว่าจะเรียนภาคสามัญ(ภาคไทย) หรือไม่เคยเรียนต่างประเทศมาแล้วจะสอบไม่ได้  ไม่ว่าน้องๆ จะมีพื้นฐานเป็นเช่นไร...ก็สามารถสอบได้เพียงปรึกษาเรา***



Course BMAT     

BMAT  (Biomedical Admissions Test)

BMAT คืออะไร

BMAT เป็น ข้อสอบเฉพาะทาง สำหรับน้องๆ ที่จะเข้าศึกษาต่อในคณะแพทย์ศาสตร์ สัตวแพทย์ จัดทำโดย Cambridge Assessment ประเทศ UK ซึ่งทางหลักสูตรการแพทย์ในประเทศไทยได้ใช้ข้อสอบ BMAT ในการรับนักศึกษาแพทย์ใหม่ ได้แก่

1. คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2. คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

3. วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CICM)

4. คณะทันตแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (หลักสูตรทวิภาษา) และอื่นๆ อีกมากมาย

 

BMAT สอบอะไรบ้าง

การสอบ BMAT ใช้เวลาในการสอบ 2 ชั่วโมง ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่

1. Aptitude and Skills: ความถนัดและทักษะ  ( 60 นาที ข้อสอบปรนัย)

2. Scientific Knowledge and Applications: ความรู้และการประยุกต์ทางด้านวิทยาศาสตร์ ( 30 นาที ข้อสอบปรนัย)

3. Writing Task: การเขียนบรรยาย  (30 นาที ข้อสอบบรรยาย)

 

BMAT คะแนนเต็มเท่าไหร่

การสอบใน 2 ส่วนแรก มีคะแนนเต็ม 9 โดย 1 = ต่ำสุด, 9 = สูงสุด ผู้สอบส่วนใหญ่จะได้คะแนนประมาณ 5 ซึ่งเป็นคะแนนระดับกลางๆ ในการสอบผู้ที่ทำคะแนนได้ดีที่สุดมักจะได้ประมาณ 6 และน้อยคนที่จะสอบได้ 7 หรือมากกว่า

การสอบในส่วนที่ 3 คือ (Writing) จะได้คะแนนเป็นตัวเลขและอักษรประกอบกัน เช่น 4B โดย

- ตัวเลข หมายถึงคะแนนในส่วน Quality of Content (คุณภาพของเนื้อหา) คะแนนสูงสุดคือ 5(0=ต่ำสุด, 5=สูงสุด)

- ตัวอักษร หมายถึงคะแนนในส่วน Quality of English (คุณภาพของการใช้ภาษาอังกฤษ) คะแนนสูงสุดคือ A(E=ต่ำสุด, A=สูงสุด)

 

รียน BMAT ที่ Bright Up Center ดีอย่างไร?

 

ที่ Bright Up Center By P'Jeng เราเข้าใจน้องๆ เกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่น้อง ๆ เจอในข้อสอบ BMAT เราจึงมุ่งเน้นในการพัฒนาทักษะต่าง ๆ ของน้อง ๆ

โดยได้ผลลัพธ์ออกมาที่ดีเลิศน้อง ๆ ที่มาเรียนที่ Bright Up Center ทุกคนสอบ BMAT ผ่านได้ตั้งแต่รอบแรก

และได้คะแนนสูงมากและสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยในฝันได้สูงถึง 99% ทุกคน ทุกรอบ ทุกเทอม

*** น้องๆ ไม่ต้องกังวลว่าจะเรียนภาคสามัญ(ภาคไทย) หรือไม่เคยเรียนต่างประเทศมาแล้วจะสอบไม่ได้  ไม่ว่าน้องๆ จะมีพื้นฐานเป็นเช่นไร...ก็สามารถสอบได้เพียงปรึกษาเรา***

 




     

   


        

       

           50000ความ.jpg